Home » อาหารสำหรับคุณแม่ » อ่านนิทานให้เด็กวัยอนุบาลฟังก่อนนอน

ขึ้นชื่อว่านิทาน มักมีคติสอนใจให้ผู้ฟังอยู่เสมอ แม้ว่าบางเรื่องอาจต้องใช้ความคิดสลับซับซ้อนไปบ้างก็ตามแต่ก็อยู่ในวัยที่แต่ะละช่วงนั้นๆ ไป จะว่าไปแล้ว เด็กในวัยอนุบาลอย่างน้องเปรม คงไม่อาจจะอ่านเรื่องที่เกี่ยวกับวรรณกรรมซีไรต์ ที่ผู้แต่งนั้นสอดแทรกแนวคิดตลบอบอวลไปด้วยปรัชญาและตรรกะของมันสมองชั้นสูงระดับเซียนให้ลูกฟังได้ ขนาดนักอ่านบางคนยังแปลเจตนาผู้เขียนไปแบบผิดๆ นับประสาอะไรกับเด็กวัยนี้ที่เค้ามุ่งแต่จะสนุกและมีความสุขกับสิ่งที่ได้เห็นได้ยินแล้วก็ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งใหม่ๆ รอบๆ ข้างอยู่เสมอทุกเมื่อเชื่อวัน

นิทางเด็กในวัยอนุบาล แบบไหนถึงจะเหมาะอันนี้ก็ตอบไม่ได้ เพราะเด็กบางคนก็เริ่มที่จะสนใจอะไรที่เป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นกว่าเด็กในวัยเดียวกัน แม้แต่เพศ และการเลี้ยงดู ความชอบส่วนตัวก็ยังเป็นจุดแปรผันให้ต้องเลือกหานิทานก่อนนอนกันวุ่นวาย ในบางครั้งพ่อแม่ก็ต้องทดลองทดสอบกันดูก่อนว่าลูกอาจจะชอบ แต่ก็มีหลายหนที่ซื้อมาแล้ว ลูกจับๆ เปิดๆ ฟังๆ แม่อ่านแล้วก็ทิ้งมันไปแบบไม่แยแส เสมือนเป็นแค่ธนบัตรชนิด 1 พันบาทที่วางอยู่ตรงหน้าเด็กอ่อน ซึ่งไม่มีค่าอะไรมากไปกว่าการเอามาแทะเล่น














Advertising

แล้วแบบไหนถึงจะดี ในทางวิชาการเค้าสรุปโดยสำรวจจากส่วนรวมแล้วเกิดการยอมรับในเสียงส่วนใหญ่ที่ว่า เด็กในวัย 1-3 ขวบปีแรก มักชอบพวกตัวละครสีๆ ใหญ่ๆ แจ่มชัด แต่เด็กก็ยังอ่านไม่ออกอยู่ดี แต่ทำไมถึงต้องทำตัวหนังสือให้ใหญ่ และเนื้อหาสั้น ขนาดอ่านสองนาทีก็จบแบบเซ็งๆ อะไรว๊า จบซะแล้ว ผมเพิ่งจะมานึกออกว่ามันเป็นความจริงที่ว่า ตัวหนังสือที่ใหญ่ หนา นั้นช่วยฝึกทักษะให้เด็กๆ ได้จดจำ แทนที่จะเอาใจบรรดาผู้ใหญ่นักอ่าน (อย่างผม) เพราะงั้นผมรู้แล้วว่า การอ่านหนังสือเด็ก ก็ควรให้เด็กได้ดูได้อ่านไปด้วยกันแทนที่เราจะอ่านให้ฟังแต่ฝ่ายเดียว แม้ว่ามันจะขัดกับอารมณ์ของเด็กและไม่เด็กก็ตาม

ทำไมต้องมีสีฉูดฉาด แถมคนวาดก็เหมือนจะอ่อนวาดเขียน เพียงแค่ขีดๆ ประกอบกันเป็นตัวตนซึ่งหาความเหมือนหรือคล้ายไม่ได้ เพียงแต่ให้รับรู้ว่านี่เป็นอะไร นั่น เป็นอะไรเท่านั้น ก็อาจเป็นไปได้ว่า ให้เด็กๆ ฝึกจินตนาการ เพราะเด็กสมัยนี้หายากที่จะได้เจอะเจอกับของจริง ส่วนใหญ่แล้วได้พบเจอแต่ในกระดาษ ไม่ก็จากปากที่เค้าพูดเค้าคุย หรือใน Internet เท่านั้น ซึ่งการจินตนาการของผู้วาดภาพก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องให้เหมือนเสียทีเดียว ทำให้ผู้ใหญ่เสียอารมณ์ เพราะเวลาลูกเห็นของจริงแล้วมาทายกับสมุดหรือบัตรที่ซื้อมาจากร้านค้าดังๆ แล้วภาพสัตว์แต่ละภาพ มันห่วย กว่าของจริงจนลูกก็ทายแทบไม่ออกว่า มันเป็นตัวอะไรกันแน่ นี่เป็นข้อเสียอย่างหนึ่งที่พ่ออย่างผมดันชอบให้ลูกทำอะไรๆ แบบของจริงมากไปกว่าการทดลองวาดฝันกลางอากาศ

Goodbye Summer KG 3D Sarasas School

นิทานอนุบาลสอดแทรกแง่คิด มันก็ดีอยู่หรอกว่า แง่คิดดีๆ ที่สอดแทรกเข้าไปนั้นทำให้ผู้อ่านเกิดความคิดและรู้สึกได้ว่าอันไหนดีอันไหนไม่ดี แต่จะว่าไป ถ้าผู้อ่านกับผู้ฟัง เข้าใจไปคนละเรื่องล่ะ แล้วผู้อ่านอย่างผู้ใหญ่เอง กลับกลายเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน (เพราะสมองผู้ใหญ่แยกแยะเหตุผลตรรกะอันซับซ้อนกว่าสมองเด็ก รวมทั้งประสบการณ์และอื่นๆ ทำให้คาดคะเนไปในทิศทางตรงข้าม) แล้วเอามาบอกลูกว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ สุดท้ายแล้วกลายเป็นไม่ใช่ อันนี้ก็ยิ่งวุ่นวายเข้าไปใหญ่

ท้ายแล้วนิทานที่ดีที่สุดของน้องเปรม ก็มักจะตกอยู่กับคุณพ่อที่ต้องหาเรื่องราวยาวๆ มาให้คุณแม่อ่าน ซึ่งคุณแม่ก็ไม่ค่อยจะถนัดอ่านภาษาไทยซักเท่าไหร่แฮะ และทุกวันนี้ก็ยังสรุปไม่ได้ว่า แบบไหนเหมาะกับลูก หรือแบบไหนเหมาะกับพ่อแม่ที่ควรอ่านให้ลูก เพราะเราไม่มีเป้าหมาย เลี้ยงแบบประมาณว่า สิ่งที่เราคิดว่าดีก็ใส่ สิ่งไหนไม่ดีก็ไม่ใส่ จึงไม่รู้ว่ามันถูกหรือมันผิดกันแน่ เอาเหอะ นี่แค่อนุบาลนี่นะ แต่ทุกวันนี้ก็ยังถามตัวเองอยู่ว่า เด็กวัยอนุบาลจะต้องมีความสามารถแค่ไหนถึงจะดี มีความรู้แค่ไหนถึงจะดี หรือเค้าควรจะรู้อะไรบ้าง เพราะถ้าหากรู้มากไปก็กลายเป็นกดดัน รู้น้อยไปก็กลายเป็นไม่ทันเพื่อน ไม่มีใครมาบอกมาตรฐานว่า เด็กวัยอนุบาลมาตรฐานคือตรงไหน

เฮ่อ..ออ รู้สึกหนักหนาเหมือนกันแฮะ

, , , , ,