Home » สถานศึกษา » จะทำอย่างไรเมื่อลูกไม่ยอมไปโรงเรียน

เมื่อวานน้องเปรมตัวร้อนๆ คล้ายว่าจะเป็นไข้ ไอมาตั้งแต่ก่อนค่ำจนกระทั่งถึงตอนก่อนนอนเจ้าเปี๊ยกก็ไอแล้วก็อ๊วกออกมาหมดกับอาหารค่ำที่แสนอร่อยของแก เดือดร้อนถึงผู้เป็นแม่ต้องเก็บกวาดที่นอนเสียใหม่หมด กระทั่งเช้าตัวก็ยังไม่หายร้อนทั้งๆ ที่ให้ยาไปแล้ว เลยต้องบอกคนขับรถของโรงเรียนอนุบาลบ้านวังทอง ว่าน้องเปรมขอลาหยุด 1 วัน มาวันนี้ตัวก็ยังไม่หายร้อนเลยต้องขอหยุดอีก สรุป หยุดไปแล้ว 2 วันเอิงเอย..

ก่อนหน้านั้นน้องเปรมหยุดเรียน 1 อาทิตย์หากเกิดอาการป่วย ต้องดูว่าสถิติจะลดลงไหม เกริ่นเรื่องนี้ใช่ว่าลูกไม่อยากไปเรียนหรอกนะ เพราะแม้กระทั่งป่วยอ๊อกมาแบบนี้ เจ้าตัวเล็กก็ยังตื่นเช้าปลุกพ่อแม่ว่าให้ลุกซักทีเดี๋ยวน้าเจตต์ (น้าคนขับรถโรงเรียนที่มารับทุกวัน) จะมารอ เค้าต้องไปโรงเรียนแต่เช้า นั่น เห็นลูกมีความสุขที่ได้ไปเรียนพ่อแม่ก็ดีใจ แต่หลายๆ คนที่ลูกๆ ไม่อยากไปโรงเรียนล่ะ จะแก้ปัญหานี้ยังไงกันดี














Advertising

คุณพ่อคุณแม่หลายท่าน อาจกำลังประสบปัญหาลูกไม่ยอมไปโรงเรียน ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าหนักใจไม่น้อยเลย ลองมาอ่านบทความนี้กันดูนะคะ บางทีอาจจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจลูกมากขึ้น และแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเด็กที่ไม่ยอมไปโรงเรียนมักจะมีความกลัวอย่างไม่มีเหตุผลต่อสถานการณ์บางอย่างที่โรงเรียน ซึ่งเกิดร่วมกับความวิตกกังวลที่แสดงออกด้วยอาการทางกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน อาการจะมากขึ้นเมื่อถูกบังคับให้ไปโรงเรียนและมักจะหายไปเมื่อเด็กหยุดอยู่กับบ้าน หรือเลยช่วงเวลาที่ต้องไปโรงเรียนไปแล้วลักษณะอาการในเด็กเล็กส่วนใหญ่จะกลัวการพลัดพรากจากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู เด็กบางคนจะร้องไห้ บางรายมีอาการปวดศีรษะ ปวดท้อง อาเจียน บางรายมีอาการซึมเศร้า เด็กจะไม่สนใจกิจกรรมที่โรงเรียน ถ้าถูกผู้ปกครองบังคับเด็กจะอึดอัด บางรายร้องไห้ตอนเช้าไม่ยอมไปโรงเรียน ไม่ยอมอาบน้ำ ไม่ขึ้นรถไปโรงเรียน หรือไม่ยอมเข้าห้องเรียน ในเด็กโตส่วนมากมักมีปัญหาการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม บางรายมีอาการซึมเศร้า อาจทำร้ายตนเองได้

ปัญหานี้จิตแพทย์อธิบายไว้ค่ะว่า สาเหตุของการไม่ยอมไปโรงเรียนนั้น อาจมาจากปัจจัยที่ตัวเด็กและปัจจัยแวดล้อม ปัจจัยที่ตัวเด็ก เช่น เด็กวิตกกังวลจากความพลัดพราก มีภาวะซึมเศร้า ปรับตัวช้า วิตกกังวลง่าย ส่วนปัจจัยแวดล้อม อาจเป็นได้ทั้งจากครอบครัวและโรงเรียน เช่น พ่อแม่ทะเลาะกันมีการทำร้ายร่างกาย ทำให้เด็กรู้สึกกลัวว่าเมื่อกลับบ้านจะไม่ได้พบแม่ หรือเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงในครอบครัว เช่นการมีน้องใหม่ กลัวน้องจะมาแย่งความรักจากแม่ เด็กกลัวถูกเพื่อนแกล้ง หรือถูกล้อเลียนเมื่อไปโรงเรียน หรือพ่อแม่ตามใจเกินไป

น้องเปรม กับการรับประทานอาหารแสนอร่อย ที่ โรงเรียน อนุบาลบ้านวังทอง

ในเด็กเล็กวัย 3-8 ปี ซึ่งเป็นเด็กวัยอนุบาลถึงประถมศึกษาตอนต้น มักเกิดความกลัวในโรงเรียนอย่างฉับพลัน เนื่องจากความวิตกกังวล กลัวการแยกจากครอบครัว ซึ่งจะเป็นในระยะเริ่มต้นเมื่อเข้าโรงเรียน หรือการเปิดโรงเรียนครั้งแรก หรือหลังจากหายจากการเจ็บป่วยหรือเกิดการสูญเสียในครอบครัว อาการดังกล่าวจะหายได้ภายใน 1 สัปดาห์ เมื่อเด็กปรับตัวเข้ากับครูและเพื่อนได้

ในวัยเรียน อายุ 9-14 ปี เป็นช่วงอายุที่เด็กส่วนมากย้ายโรงเรียน หรือเลื่อนชั้นจากประถมเป็นมัธยม เริ่มแรกเด็กจะแยกตัว ไม่เล่นสุงสิงกับเพื่อน ต่อมาจะมีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า เด็กบางคนมีปัญหาในการปรับตัวกับเพื่อน หรือการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมใหม่ถ้าพบปัญหาทำนองนี้อย่าเพิ่งกลุ้มใจค่ะ ลองค่อยๆ คุยกับลูกเพื่อค้นหาสาเหตุของความไม่สบายใจที่ทำให้ลูกไม่อยากไปโรงเรียน อาจชวนลูกคุยขณะรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน โดยพยายามชักชวนให้ลูกเล่าเหตุการณ์ในห้องเรียนให้ฟัง เช่น “วันนี้เพื่อนที่ห้องเป็นอย่างไรบ้าง” “หนูเคยถูกเพื่อนคนไหนรังแกบ้างไหมลูก” “ครูดุไหม” ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถประเมินสถานการณ์ที่โรงเรียนได้ที่สำคัญคืออย่าไปใจอ่อนยอมให้ลูกหยุดเรียน หรือขาดเรียนโดยไม่จำเป็น เพราะจะยิ่งทำให้ปัญหายุ่งยากเรื้อรังมากขึ้น

ถ้าเป็นไปได้คุณควรไปส่งลูกที่โรงเรียนทุกวันในช่วงที่ลูกอิดออดไม่อยากไป และที่สำคัญเวลาพาลูกไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ควรพาไปด้วยท่าทีหนักแน่น สงบนุ่มนวล เอาจริงเอาจังต่อการไปโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ และไม่ควรบังคับขู่เข็ญหรือลงโทษลูก ประการสุดท้ายที่ไม่ควรลืม คือคุณพ่อคุณแม่ต้องแสดงความชื่นชมต่อการไปโรงเรียนของลูกด้วยนะคะหากยังแก้ไขไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่อาจต้องพูดคุยขอความร่วมมือกับครู ให้ช่วยดูแลและเพื่อให้เข้าใจความแตกต่างของสภาพทางจิตใจของเด็ก หรือปรึกษาจิตแพทย์ในกรณีที่เด็กมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล หรือมีปัญหาซับซ้อนรุนแรง

หวังว่าบทความนี้คงช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่เบาใจกันขึ้นบ้างนะคะ สำหรับน้องเปรมแล้วไม่มีปัญหาเลย เพราะที่อนุบาลบ้านวังทอง คุณครูใจดีเพื่อนๆ นักเรียนตัวน้อยก็น่ารักทั้งนั้น เลยทำให้ลูกอยากไปโรงเรียนทุกวัน อีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยคือลูกจะสนุกมากหากคุณครูให้การบ้านกลับมาทำที่บ้าน ไม่ว่าจะอะไร เพราะเค้าจะได้เล่นกับคุณพ่อเค้า ช่วยกันทำการบ้าน ทดลองโน่นนี่ ก็สนุกกันไปตามประสาผู้ชายๆ น่ะแหละ พ่อลูกคู่นี้

, , , , ,