Home » เด็กกับอารมณ์ » วันเด็ก ก็ได้เรื่อง

วันนี้วันเด็ก เด็กๆ ทุกคนก็สนุกกันไปตามประสาเด็ก แต่ผู้ใหญ่บางคนไม่สนุกด้วย หากว่าลูกสนุกจนเกินตัวแล้วพาลเกิดอันตราย ไม่ว่าจะเกิดกับตัวลูกเอง หรือเกิดกับลูกคนอื่น อันเป็นสาเหตุที่มาจากลูกเราเอง ฯลฯ แต่ยังไงซะ ก็ขอให้เด็กๆ ทุกคนมีสุขภาพดี โตขึ้นมาได้เรื่อง ดีกว่าโตแต่ตัวกันเหมือนทุกวันนี้ในผู้ใหญ่หลายๆ คน

วันนี้วันเด็ก ที่โรงเรียนอนุบาลบ้านวังทอง ที่น้องเปรมเรียนอยู่ก็หยุดเป็นปกติ แต่ทางโรงเรียนมีกิจกรรมวันเด็กไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 55 ที่โรงเรียนก็คงจะครึกครื้นน่าดูชม เสียดายที่ผมเองก็ไม่ได้ไปดูและไปรับรู้บรรยากาศในวันก่อนวันเด็กที่บ้านวังทองได้ เพราะต้องทำงานตามปกติ ซึ่งก็ถือว่าเป็นวันปกติทั่วไปของการเรียน คือขึ้นรถโรงเรียนไปถึงที่เรียนก็เรียนตามปกติ พอเลิกเรียน เด็กๆ ก็นั่งรถตู้โรงเรียนกลับบ้าน

แต่ที่ไม่ปกติคือ หลังจากเลิกงานก็ขับรถกลับบ้านมารับลูกที่บ้านน้าตามปกติทุกวัน เค้าอยู่กับแม่เค้าแล้วเพราะคุณแม่น้องเปรมเลิกงานเร็วกว่า แต่ไม่ได้เอะใจ และก็ไม่ได้ทราบข่าวจากแม่น้องเปรมก่อนหน้านั้น อาจจะกลัวว่าจะโดนดุ เลยให้มาเห็นเองจะดีกว่า จริงๆ มันก็ไม่ได้หนักหนาอะไร เพียงแต่ลึกๆ มันก็ห่วงและโกรธไม่ได้ ห่วงลูก และโกรธ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า จะต้องไปโกรธใคร เพราะหาตัวไม่เจอ หรือไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก.. นั่นเป็นความคิดเริ่มแรก

ผมขับรถกลับมาถึงบ้านน้า ลูกก็วิ่งมาหาให้กอด และสวัสดีเหมือนทุกๆ วัน แต่วันนี้พออุ้มลูกขึ้นมากอดเห็นแก้มมีสีแดงๆ เป็นรอยขีดๆ ตอนแรกก็คิดว่าเจ้าตัวเล็กเอาปากกาเมจิกมาเขียนหรือใครเขียนอะไรให้ หรืออะไรติดแก้ม พยายามจะหยิบออก เพราะมองไม่ชัดเนื่องจากแก้มลูกอยู่ใกล้กับหน้าเกินไป พอเอามือไปหยิบเห็นว่าไม่ออก เลยค่อยๆ มองดีๆ ปรากฏว่าเป็นแผลเหมือนโดนอะไรซักอย่าง ขูดหนังออกไปเป็นทาง เผยแถบสีแดงสดๆ ที่แสดงให้เห็นถึงผิวหนังที่หลุดลอกจนสามารถเห็นเนื้อแดงๆ เล็กๆ นั่นบนแก้มป่องด้านซ้ายของลูกได้

เลยตะโกนเรียกแม่เค้ามาถาม แม่น้องเปรมเข้ามาหาก็หน้าซีดประมาณกลัวผมจะว่าอะไรเธอ เพราะเธอรู้อยู่แล้วจากคุณครูที่มากับรถนักเรียนตอนที่มาส่งที่บ้านน้า และคุณครูก็ได้อธิบายให้เธอฟังแล้ว แต่นั่นแหละ เธอไม่ยอมบอกผมแต่แรก แต่กลับให้ผมมาเห็นเอง แถมยังเล่าไม่รู้เรื่องเพราะลนลาน เลยบอกแม่น้องเปรมไปว่าให้โทรหาครูประจำชั้น (ครูตุ่น) ด่วนที่สุดตอนนี้เลย ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนเจ้าตัวน้อยก็บอกว่า “น้องที่โรงเรียนหยิก แต่ผมไม่ได้ร้องนะ เค้าเข้ามาแย่งของผม” เลยได้แต่ลูบหัวเจ้าลูกชายอย่างเดียวแล้วปล่อยให้เล่นต่อไป พร้อมกับรอฟังผลการสนทนาระหว่างคุณครูกับคุณแม่น้องเปรม จนเธอวางสาย…

สุดท้ายก็เลยได้คำตอบว่า ลูกเล่นลูกโป่งอยู่ แล้วมีน้องผู้หญิงที่ตามคุณแม่เค้ามาที่โรงเรียน คงจะมารับพี่สาวที่เรียนอยู่ที่นั่น น้องผู้หญิงตัวเล็กก็คงเล่นอยู่ที่ลานเด็กเล่นเหมือนกัน พอเจอกับน้องเปรมที่กำลังถือลูกโป่ง (ซึ่งเป็นสิ่งที่น้องเปรมชอบเล่นมาก) ก็เกิดความอยากได้ตามประสาเด็ก เลยเข้ามาแย่งด้วยความไม่รู้ เป็นเหตให้เกิดการยื้อแย่งกัน ผลที่ตามมาพอจะเดาสาเหตุได้คือ น้องเปรมไม่ยอมให้แน่ๆ เพราะคุณพ่อเองรู้ว่า ของสิ่งไหนที่ลูกถืออยู่ถ้าไม่เข้ามาขอดีๆ ลูกจะไม่ยอมให้เด็ดขาด หรือเค้าจะให้เอง หรือจนกว่าเค้าจะเลิกเล่นนั่นแหละถึงจะเอามาได้ ด้วยเหตุนี้ ก็มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กเข้ามาแย่ง เค้าก็เลยต้องดึงหนี กลายเป็นว่าน้องผู้หญิงตัวเล็กใช้เล็บยาวๆ นั่น จิกเข้าที่แก้มของน้องเปรม จนเป็นแผลเหวอะไปด้วยรอยเล็บ (ดีที่เธอไม่กัด หรือไม่หยิกเข้าลูกตา)

ผมคงไม่คิดโทษใคร เพราะเด็กก็อาจมีทะเลาะกันได้ตามประสาเด็ก ขนาดผู้ใหญ่ในบางครั้งก็ยังมีอารมณ์เหมือนเด็กๆ ได้ฟังจากปากคุณแม่น้องเปรมแล้ว ว่าคุณแม่ของหนูน้อยที่ก่อเรื่องเค้าก็ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่กับคุณครูและฝากมาถึงคุณพ่อคุณแม่น้องเปรมด้วย ผมเข้าใจอย่างนั้นนะ ซึ่งคุณครูเองก็ขอโทษมายังผู้ปกครองน้องเปรมแล้วด้วยเช่นกัน ส่วนน้องเปรมหลังจากเกิดเรื่อง คุณครูก็จับทำแผลไปตามระเบียบ แถมได้รับคำชมจากคุณครูอีกว่า แกไม่ร้องซักแอะ..ซึ่งน่าแปลกใจอย่างมาก ที่แกไม่ร้อง แต่ก็รู้สึกดีเพราะลูกค่อยๆ มีความคิดที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นไปตามที่พ่อแม่สอนอยู่ทุกวัน หรือเพราะคุณครูทำแผลให้ มือนิ่ม..เลยไม่ร้อง แต่ไม่มีใครบอกว่าเกิดอะไรมากไปกว่าการที่ลูกได้แผลกลับบ้านเพราะหนูน้อยใช้เล็บยาวๆ จิกแก้ม ยังดีที่ไม่โดนลูกตา หรือหากว่าเด็กเค้าไม่รู้แล้วเอามือจิ้มตาบอด หรือจิกข่วนแล้วไปโดนตาเข้า ก็ไม่รู้ว่าจะยังไงต่อไป ถือว่าโชคยังดี และบางคนก็คิดว่าเรื่องนี้เป็น เรื่องเด็กๆ ทำไมต้องเอามาลงเว็บด้วย…???

มีข้อติติงและสงสัยอยู่หลายอย่างในความรู้สึกของผม

– อย่างแรกตามปกติตอนที่ผมเอาลูกไปเข้าเรียนใหม่ๆ แรกๆ ผมจะตามแกแจ ไม่ได้ปล่อยให้เล่นแรงๆ หรืออะไรที่เดือดร้อนทั้งเจ้าตัวเล็กและคนอื่นรอบข้าง ระวังอย่างหนัก เพราะรู้ว่าลูกเราไม่ได้รู้จักควบคุมกำลังได้เหมือนผู้ใหญ่ คือมีเท่าไหร่ใช้ไปเท่านั้น จะวิ่งเล่น จะอะไรกับใครก็ต้องคอยห่วงตลอด อาจจะมากไปด้วยซ้ำ ก็คงใช่ เพราะลูกคนเดียว ลูกคนแรกด้วย แล้วการที่เด็กทะเลาะกันแบบนี้ ผู้ใหญ่ควรอยู่ใกล้ชิดและควรแยกออกให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะมีการทำร้ายร่างกายกันหรือไม่ก็ตาม เพราะสิ่งนั้นจะกลายเป็นการฝังใจเค้าไปตลอด มันไม่ใช่แค่คำว่า “แค่เด็กทะเลาะกัน” แต่เป็นสิ่งที่ควรจะทำความเข้าใจกันเสียแต่เล็กๆ ว่าเหตุผลในความถูกต้อง จะต้องเป็นอย่างไร เด็กเค้ารับรู้เรื่องละเอียดอ่อนจุกจิกแบบนี้ได้อยู่แล้ว

– อย่างที่สอง เล็บของเด็กไม่น่าจะปล่อยให้ยาวเกินจะสามารถจิกเนื้อหนังใครหลุดได้ ยอมรับว่าครั้งหนึ่งเคยปล่อยให้ลูกเล็บยาว (เล็บเด็กจะยาวเร็วมาก) แล้วเค้าก็เล่นจนเอาเล็บไปข่วนหน้าตัวเอง เป็นแผลอยู่สามสี่วัน เห็นแบบนั้นแล้วลูกคงได้แผลที่หน้าเยินหมดแน่ ตั้งแต่นั้นเลยไม่ปล่อยให้ลูกเล็บยาวถึงขั้นบาดผิวหนังได้อีก แล้วผู้ปกครองคนอื่นไม่ทราบคิดเหมือนกันหรือเปล่า เพราะสิ่งของต่างๆ ที่ใช้เป็นอาวุธได้ก็จะต้องพิจารณาอย่างระวังที่สุดในการใช้ แม้กระทั่ง อวัยวะในร่างกายเองก็ตาม

– อย่างสุดท้าย เรื่องนี้อาจเป็นปัญหาเด็กๆ ไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่นั่นแหละ หากมองในมุมกลับกันว่าถ้ามันรุนแรงล่ะ หรือต้องรอให้มันรุนแรงก่อนถึงค่อยดำเนินการ หรือไม่ใช่ลูกเรา ก็เลยไม่ค่อยได้ใส่ใจนักหรืออย่างไร กับการรายงานให้ผู้ปกครองทราบทันที หรือก่อนที่เด็กจะกลับถึงบ้านจนเป็นเหตุให้ต้องซักถามกันวุ่นวาย หรือว่าค่อยรายงานตอนเจอกับผู้ปกครองที่บ้าน หรือ ฯลฯ ยังไง… หรือทุกคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ เด็กๆ….???

อุบัติเหตุตอนวันเด็กที่โรงเรียน

คงโทษใครไม่ได้ เพราะเด็กเล่นกันอาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ฝากไปถึงผู้เกี่ยวข้อง ทั้งคุณครูและผู้ปกครอง วอนขอร้องว่า ควรใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้เสียหน่อย เพราะเรื่องบางเรื่อง แม้อาจจะดูเล็กน้อย แต่อาจเป็นผลกระทบใหญ่โตได้ในอนาคตได้ ใครจะรู้ แม้กระนั้นเองปัญหาที่รุนแรงกว่า ก็ควรที่จะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงด้วยเช่นกัน

น่าแปลก ที่ครั้งหนึ่งน้องเปรมวิ่งเล่นที่ลานกลางโรงเรียน แล้วไปสะดุดกับพื้นบล๊อคที่อ้าออก ทำให้ตัวเค้าลอยละลิ่วจนหน้าไปกระแทกกับขั้นบันไดเครื่องเล่นอย่างหนึ่ง ทำให้ดั้งจมูกร้าว หน้าบวมเหมือนไปเสริมดั้งเป็นเดือน ในคราวนั้นผมยังยิ้มได้เพราะลูกวิ่งซนเอง แม้ว่าจะมีผู้ปกครองท่านหนึ่งมาคุยทีหลังให้ฟังว่าเค้าจะเอาเรื่องนี้ไปคุยกับคุณครูจิน เกี่ยวกับเรื่องพื้นอิฐบล๊อคนิ่มๆ ที่ลานวิ่งเล่นนั่นมันหลุดออกมาหลายแห่ง อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุแก่เด็กๆ ผมก็ยังไม่ได้รู้สึกโมโหมากนัก แต่ก็สนับสนุนในความคิดของผู้ปกครองท่านนั้นไป 1 เสียง จนหลังจากนั้นเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ลานเล่นนั้นชัดเจน คืออิฐทุกก้อนถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น ดูแล้วว่ามันไม่มีที่บวมๆ หลุดๆ ออกมาให้เป็นปัญหาหนักอกจนเกิดอุบัติเหตุในการวิ่งเล่นของเด็กๆ ได้อีกแล้ว

แต่ในครั้งนี้ทำไมไม่รู้เหมือนกัน ว่าความโมโหมันมาจากไหน ณ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้จางหายไปเท่าไหร่นัก กรณีลูกโดนข่วนแก้มจนเลือดไหลซิบๆ นั่น

จากพ่อน้องเปรม

, , ,