หยุดพฤติกรรม หนูไม่ได้ดื้อเงียบ นะ

คุณพ่อคุณแม่เคยรู้บ้างไหมว่าทำไมลูกถึงมีอาการ ดื้อเงียบ หรือเคยสงสัยไหมว่า ทำไมลูกเราเวลาปกติก็พูดจ้อได้ไม่หยุด แต่พอบทจะดื้อนิ่งไม่ฟังใครเอาเสียดื้อๆ เหตุที่หนูน้อยมีการดื้อลักษณะแบบนี้ เป็นพัฒนาการทางอารมณ์อย่างหนึ่งของเด็กในวัย 2-3 ขวบ หรืออาจจะมากกว่าจนกระทั่งโตถึงวัย 7 ขวบ ซึ่งก็มีสาเหตุต่างๆ หลายอย่าง

  • พ่อแม่เข้มงวดเกินไป ตีกรอบให้ลูกมากเกินไป ก็จะส่งผลให้ลูกรู้สึก อึดอัด ข้องใจ ได้ยินอะไรก็มักจะทำเป็นหูทวนลม ไม่สนใจอะไร จนดู เหมือนลูกดื้อเงียบได้
  • ตามใจลูกมากเกินไป เมื่อลูกไม่ได้อะไรตามที่ต้องการ ก็จะแสดง อาการไม่พอใจออกมา และยิ่งคุณพ่อคุณแม่ต่อว่า เจ้าตัวเล็กก็จะยิ่ง แสดงอาการดื้อออกมาให้เห็น ส่งผลให้ลูกกลายเป็นเด็กปรับตัวยากค่ะ
  • ปกป้องลูกมากเกินไป คุณพ่อคุณแม่บางคนกลัวลูกจะทำผิด จึงทำ ให้ลูกหมดทุกอย่าง ซึ่งจะส่งผลให้เขาติดนิสัยและไม่สามารถช่วย เหลือตัวเองได้ กลายเป็นเด็กเฉื่อยชา ไม่กล้าที่จะทำอะไร ในที่สุดก็ จะไม่กล้าคิด ไม่กล้าตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง
  • พ่อแม่ทอดทิ้งลูก หรือไม่มีเวลาดูแล ซึ่งลูกก็จะรู้สึกว่าไม่มีใครรัก หมดกำลังใจที่จะทำตามสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการ สุดท้ายก็จะกลายเป็นเด็ก ดื้อ และแสดงการต่อต้านออกมาค่ะ
  • พ่อแม่มีพฤติกรรมรุนแรงต่อลูก เช่น การทำโทษที่รุนแรง การด่าว่า เวลาโกรธลูก เป็นการตอกย้ำให้ลูกรู้สึกอยากแก้แค้น ซึ่งวิธีการของ เขาก็จะแสดงออกโดยการไม่พูดหรือไม่ทำตามคำสั่งนั่นเอง
  • พ่อแม่ไม่คงเส้นคงวา เช่น คำสั่งหรือการห้ามลูกทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ควรจะให้เหมือนกันทุกครั้ง หากวันนี้ห้าม แต่อีกวันลูก สามารถทำได้ ลูกก็อาจจะสับสน ทำตัวไม่ถูก เพราะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องการอะไร
  • ความหมายที่ไม่ชัดเจน การที่คุณพ่อคุณแม่พูดมากเกินไป หรือน้อยเกินไป อาจทำให้ลูกไม่เข้าใจได้ค่ะ เนื่องจากตาม พัฒนาการของลูกแล้ว เด็กวัยนี้ยังมีเหตุผลค่อนข้างน้อย ลูกก็จะไม่เข้าใจและทำตามไม่ถูก
  • สัมพันธภาพในครอบครัวแย่ ถ้าบรรยากาศในบ้านมีแต่ความตึงเครียด ผู้ใหญ่ทะเลาะกัน การสอนลูกก็จะมีหลาย มาตรฐาน เป็นเหตุให้เด็กรู้สึกสับสนและไม่มั่นคงได้ค่ะ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีความรักและความเข้าใจลูก ลูกก็จะรับรู้ว่าตน เองเป็นที่รักและมีคุณค่า ก็จะตอบสนองคุณพ่อคุณแม่ด้วยความรัก ความเคารพ และชื่อฟังผู้ใหญ่เสมอ
  • ทัศนคติพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญ หากคุณพ่อคุณแม่มองการดื้อของลูกเป็นปัญหา ลูกก็จะเป็นฝ่ายผิดอยู่ตลอดเวลา การแก้ ปัญหาก็จะไม่ได้ผลเพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่ยอมรับ ทั้งๆ ที่การดื้อของลูกนั้นเป็นพัฒนาการปกติตามวัยของเขาที่จะก้าวต่อ ไปสู่การเป็นตัวของตัวเองเท่านั้นเองค่ะ

ดื้อเงียบขัดพัฒนาการของเด็ก

  • การเรียนรู้ชะงักลง เพราะคุณพ่อคุณแม่เข้าไม่ถึงลูกจึงไม่อาจส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ได้ เช่น ด้านสติปัญญา ลูกก็จะไม่มีความคิดริเริ่ม ทำอะไรไม่ได้ กลายเป็นเด็กเฉื่อย ส่งผลให้สติปัญญาด้อยลงค่ะ
  • การเข้าสังคมมีปัญหา เพราะเมื่อให้ความร่วมมือกับใครไม่ได้ ก็จะไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครอยากคุยด้วย พัฒนาการทางสังคมก็จะแย่ลง
  • ไม่รู้จักอารมณ์ตัวเอง เพราะเด็กดื้อเงียบมักจะเต็มไปด้วยความเศร้า ความกลัว ความกังวล และไม่มั่นใจในตนเอง คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าไปช่วยชี้แนะหรือจัดการอารมณ์ของลูกค่ะ
  • การแสดงออกที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเหมือนกำแพงที่กั้นกลางระหว่างตัวเองกับพ่อแม่ ลูกอาจแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวหรือเก็บกด ช่วยเหลือตัวเองไม่เป็น ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าตัดสินใจ
  • พัฒนาการด้านภาษาช้า วัย 2-3 ขวบเป็นวัยที่กำลังหัดพูด ช่างถาม แต่หากลูกดื้อเงียบก็จะขาดพัฒนาการในเรื่องของการถาม ขาดการสรุปใจความ การใช้ภาษาก็จะด้อยลง
  • ปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมยาก เช่น เมื่อถึงวัยที่จะต้องไปโรงเรียนแล้ว ก็อาจไม่สามารถปรับตัวภายในโรงเรียนได้ ซึ่งจะส่งผลให้ลูกขาดวินัย ขาดความอดทน และเอาแต่ใจ

Goodbye Summer KG 3D Sarasas School

ประเภทเด็กดื้อ 3 แบบ

  • ดื้อเงียบ โดยทั่วไปเด็กก็จะรับคำสั่ง เช่น ค่ะ ครับ แต่เด็กดื้อเงียบส่วนใหญ่จะไม่ทำตามคำสั่งของพ่อแม่ และมักแสดง อาการ นิ่ง เงียบ ไม่ตอบคำถาม เฉื่อยชาหรือไม่ร่วมมือ
  • ดื้อตาใส ทำตัวไม่รู้ไม่ชี้ ไม่แสดงอาการแข็งขืนหรือต่อต้าน นิ่งๆ และเด็กบางคนก็จะกล้าสบตากับผู้ใหญ่ ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ไม่รู้หรือไม่เข้าใจคำสั่งเท่านั้นเอง
  • ดื้อต่อต้าน การแสดงออกชัดเจน คือจะทำตรงกันข้ามกับที่ผู้ใหญ่สั่ง ไม่เชื่อฟัง โต้เถียงประชดประชัน ฯลฯ

หยุดอาการ ดื้อเงียบ ของเจ้าตัวเล็ก

  • เข้าใจความดื้อของลูก เพราะอาการดื้อของลูกเป็นเรื่องของธรรมชาติ ถ้าเห็นว่าลูกดื้อ คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจ และหาสาเหตุว่ามาจากอะไร เช่น จากตัวลูก จากตัวคุณพ่อคุณแม่ การเลี้ยงดู หรือสัมพันธภาพ ลองปรับให้ตรงจุดดูค่ะ
  • สังเกตอารมณ์ของลูก ถ้าคุณพ่อคุณแม่เจ้าอารมณ์ ลูกก็จะเจ้าอารมณ์ตาม กลายเป็นเด็กเลี้ยงยาก แต่ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ใจเย็น อารมณ์ดี ลูกก็จะเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายไปด้วย

เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจอารมณ์ของลูกให้ได้ค่ะ ถ้าลูกเป็นเด็กเลี้ยงยาก คุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็น อาจต้องกำหนดขอบเขตเล็กน้อย เมื่อเขาต้องการแสดงออก เพื่อให้เขาได้เป็นตัวของตัวเองและรู้จักกาลเทศะด้วย ความเข้าใจคือสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันและแก้ไขในทุกๆ ปัญหา การดื้อคือการเรียนรู้ในอีกแบบหนึ่งของลูก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลให้อยู่ในความเหมาะสมนะคะ

ขอบคุณนิตยสารรักลูก

เนื้อหาที่เกี่ยวข้องในบล็อกพี่เปรม

เด็กกับอารมณ์

วันเด็ก ก็ได้เรื่อง

วันนี้วันเด็ก เด็กๆ ทุกคนก็สนุกกันไปตามประสาเด็ก แต่ผู้ใหญ่บางคนไม่สนุกด้วย หากว่าลูกสนุกจนเกินตัวแล้วพาลเกิดอันตราย ไม่ว่าจะเกิดกับตัวลูกเอง หรือเกิดกับลูกคนอื่น อันเป็นสาเหตุที่มาจากลูกเราเอง ฯลฯ แต่ยังไงซะ ก็ขอให้เด็กๆ ทุกคนมีสุขภาพดี โตขึ้นมาได้เรื่อง

สถานศึกษา

update ใกล้เข้าเรียน summer แล้ว

น้องเปรมใกล้เข้าเรียน summer แล้วปีนี้ เข้าเรียนวันแรกจะเป็นยังไงบ้างนะ คงต้องเอาไปส่งแล้วก็ต้องทำใจปล่อย แต่ก็ต้องบอกเค้าด้วยน่ะนะ ว่าอยู่ที่โรงเรียนกับเพื่อนๆ กับคุณครูใจดีที่ อนุบาลบ้านวังทอง โดยไม่มีคุณพ่อคุณแม่คอยดูนะ

แม่ลูกผูกพัน

สายใยรักแห่งครอบครัว ช่วยชาวตรัง

สุดตื้นตัน โครงการสายใยรักแห่งครอบครัว จัดเลี้ยงอาหารพระราชทาน ช่วยชาวตรัง โดยจัดเลี้ยงอาหารพระราชทานจากครัวสายใยรักในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระบรมโอรสาธิ ราช สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วม

เด็กกับอารมณ์

เมื่อเจ้าตัวน้อย ต้องนั่งรถโรงเรียน

ก็ไม่อยากจะให้ขึ้นรถโรงเรียนมากเท่าไหร่ หากไม่จำเป็นก็คุณพ่อเค้าดันย้ายที่ทำงานมาใกล้บ้าน มันก็ดีอยู่หรอกที่ใกล้บ้าน กว่าเดิม แต่ก็ไม่ดีเท่าไหร่ที่หากว่าจะไปทำงานสายทุกวันบ่อยๆ จริงๆ เราก็คุยกันบ่อยๆ ว่าจะรับส่งเอง หรือว่าจะใช้บริการรถรับส่งนักเรียนดี พอเอาเข้าจริงๆ คงตัดใจใช้บริการดีกว่า เพราะเหตุผลหลายอย่างเช่น

สถานศึกษา

วัดความเก่งของ เด็กวัยอนุบาล

ชอบที่คำถามของคุณแม่ท่านหนึ่งที่ถามคุณครูจินว่า การแยกห้องเรียนในชั้นอนุบาล และการวัดความเก่งของเด็กในวัยอนุบาลนี้ สามารถทำได้หรือไม่ โดยคุณแม่ถามท่านหนึ่งได้ถามว่า อยากทราบเรื่องการแยกห้องเรียนอนุบาล…เป็นห้องเด็กเก่งกับห้องเด็กไม่เก่งคะ รู้สึกว่าห้องเด็กไม่เก่ง

สถานศึกษา

งานเปิดบ้านวิชาการ วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 54 ที่บ้านวังทองวัฒนา

โรงเรียนบ้านวังทองวัฒนา ได้กำหนดกิจกรรม เปิดบ้านวิชาการ ในวันที่ 25 กันยายน 2554 เวลาประมาณ 6.00-12.00 น. เพื่อให้ผู้ปกครองได้ชมงานการแสดงโครงงานต่างๆ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6